ประชุมปฏิรูประบบข้อมูลฯ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๘

รองศาสตราจารย์ ดร.จิระเดช อู่สวัสดิ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูประบบข้อมูลและสารสนเทศทางการศึกษา ครั้งที่ ๓/๒๕๕๘  

โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสถิติแห่งชาติ  ฯลฯ ณ ห้องประชุมศูนย์ชิคาโก อาคาร ๒๑ ชั้น ๗ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายวิริยะ รามสมภพ ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงข้อกำหนด และแนวทางปฏิบัติของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งมีอำนาจบังคับใช้เฉพาะหน่วยงานราชการ ไม่ครอบคลุมองค์กรเอกชน ดังนั้น จึงยังมีช่องว่างในทางปฏิบัติเรื่องแนวทางการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน


นางสาวชารีญา นนทรังสี ผู้แทนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้อภิปรายถึงแนวทางปฏิบัติของพระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งมีแนวทางเป็นเสมือนกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ และมีข้อปฏิบัติค่อนข้างสอดคล้องกัน แต่ในมาตรา ๑๘ ของพระราชบัญญัติสถิติฯ​นั้น มีบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่นำส่งข้อมูลตามเวลาที่กำหนด โดยในส่วนของการรวบรวมข้อมูลด้านสถิติค่อนข้างมีปัญหาด้านความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ​แต่ใตพื้นที่ต่างจังหวัดไม่มีค่อยพบปัญหามากนัก เนื่องจากใช้กลไกของผู้ใกล้ชิดชาวบ้านในพื้นที่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลสำคัญ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อมูลสถิติต่าง ๆ ที่รวบรวมได้มานั้น ยังไม่ใช่ข้อมูลที่มีความถูกต้องแม่นยำทั้งหมด เพราะปัจจัยทางการปฏิบัติไม่เอื้ออำนวย แต่ในทางวิชาการยอมรับได้ว่าเป็นฐานข้อมูลที่มีเกณฑ์ถูกต้องสูงสุดแล้ว 


นายอาคม ศาณศิลปิน ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศทก.สป.ศธ.) ได้อภิปรายในเรื่องระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการบริหารข้อมูลสารสนเทศ พ.ศ.๒๕๕๔ ระบุว่า สำนักงานพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) ถือเป็นคลังข้อมูลสำคัญของจังหวัด ที่รวบรวมข้อมูลสถิติสำคัญทั้งข้อมูลพื้นฐาน เช่น จำนวนเด็ก นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ฯลฯ ในพื้นที่ รวมทั้งข้อมูลเฉพาะกิจ เช่น จำนวนโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย หรือความเสียหายของสถานศึกษาที่ประสบภัยธรรมชาติในช่วงต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งในการดำเนินงานดังกล่าวนั้น ศทก.สป.ศธ. มีการรวบรวมข้อมูลสำคัญทั้ง ๔ ด้าน ประกอบด้วย ๑) สถิติด้านการศึกษา ๒) ข้อมูลรายบุคคล เช่น ประวัตินักเรียน ประวัติผู้ปกครอง ๓) ข้อมูลบุคลากรทางการศึกษา เช่น ประวัติและจำนวนข้าราชการครู และบคุลากรทางการศึกษาอื่น ๆ และ ๔) ข้อมูลสถานศึกษา เช่น เปิดสอนในระดับใด หลักสูตรใด จำนวนอาคารสถานที่ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ของสถานศึกษา ฯลฯ​                   

ดร.วรลักษณ์ บุษยรัตน์ ผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้นำเสนอโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกันทางการเรียนรู้ เพื่อหวังให้นำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกจังหวัด หรือ Area Base Education ซึ่งเป็นการรวบรวมฐานข้อมูลสำคัญทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพของสถานศึกษา รวมทั้งการดำเนินงานของครูในด้านการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยมีโรงเรียนนำร่องโครงการฯ​ดังกล่าวแล้วใน ๑๕ จังหวัด และยังอยู่ระหว่างทดสอบแนวทางเพื่อสร้างความมั่นใจว่า เครื่องมือด้านสารสนเทศนี้จะถูกใช้เพื่อบริหารจัดการการศึกษาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รองศาสตราจารย์ ดร.จิระเดช อู่สวัสดิ์ ได้หารือร่วมกับผู้แทนในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านสารสนเทศที่มาร่วมประชุม เพื่อวางกรอบแนวทางเพื่อบูรณาการการรวบรวมฐานข้อมูลสำคัญด้านต่าง ๆ ให้เป็นเอกภาพ โดยไม่ได้ทำข้อมูลให้ซ้ำซ้อน และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุดสำหรับนำมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในอนาคตให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เลขานุการที่ประชุมฯ ได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขและยกร่างกฎหมาย เพื่อให้เกิดการบูรณาการการจัดทำระบบฐานข้อมูลการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทน ๑๒ คนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ปานใจ ธารทัศนวงศ์ อนุกรรมการฏิรูประบบข้อมูลและสารสนเทศทางการศึกษา เป็นประธานคณะทำงานดังกล่าว โดยคณะทำงานมีหน้าที่เสนอ แก้ไข ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา พร้อมเร่งสรุปนำเสนอแนวทางยกร่าง/แก้ไขกฎหมายดังกล่าวภายในเดือนเมษายนนี้   


ข่าวสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)