ปฏิรูปอาชีวะดึงเอกชนร่วมยกชั้นทบวง

          เลขาฯ สพฐ.ชี้ปฏิรูปคุณภาพควบคู่ปรับโครงสร้างได้เป็นเรื่องดี เลขาฯอาชีวะสนตั้งทบวงอาชีวศึกษา คลอด 7 คณะทำงานปรับโครงสร้างพร้อมปฏิรูปไปพร้อมกัน เล็งรวมอาชีวะเอกชนไว้ด้วย

 

         ความคืบหน้ากรณี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ศึกษาว่าควรจะแยกตัวออกจาก ศธ.หรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างกระทรวงปัจจุบันใหญ่และอุ้ยอ้ายเกินไป ทำให้การบริหารจัดการไม่คล่องตัว โดย สอศ.ให้ศึกษาว่าควรแยกตัวไปจัดตั้งเป็นอีกกระทรวงหรือไม่ สกอ.ให้ศึกษาว่าให้แยกออกไปตั้งเป็นทบวงหรือกระทรวง ขณะที่ สกศ.ให้ศึกษาว่าควรจะกลับไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยให้เวลา 1 เดือน โดยมีทั้งผู้ที่สนับสนุน และคัดค้านนั้น
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สอศ.ได้ตั้งคณะทำงานแล้ว 7 คณะ เพื่อพิจารณาการปรับโครงสร้างอาชีวศึกษา และการปฏิรูปการอาชีวศึกษา เพื่อภารกิจในการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ประกอบด้วยคณะทำงานต่างๆ อาทิ คณะทำงานที่ดูแลการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา โดยจะต้องไปดูว่าจะกำหนดคุณภาพได้ระดับไหน และต้องไปดูว่าหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันที่ใช้อยู่ ควรจะต้องปรับหรือไม่ เพื่อรองรับการประเมินคุณภาพจากส่วนต่างๆ คณะทำงานด้านการผลิตกำลังคนให้มีจำนวนพอเพียงและตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม คณะทำงานที่ดูแลบุคลากรด้านการสอนจะต้องไปวิเคราะห์ความต้องการ คุณภาพของอาจารย์ผู้สอน โดยจะเชื่อมโยงกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตครู ตลอดจนความร่วมมือกับสถานประกอบการในการจัดการเรียนการสอน คณะทำงานที่ดูแลเรื่องการสร้างความร่วมมือฝ่ายต่างๆ คณะทำงานที่ดูแลการจัดโครงสร้างของ สอศ.ใหม่ เป็นต้น
         "คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาจะต้องไปศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเอกสารผลการวิจัยจากในประเทศ และต่างประเทศ การปรึกษาสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในสายอาชีวศึกษา ตลอดจนสถานประกอบการ และสุดท้ายต้องไปรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เมื่อได้ข้อสรุปแนวคิดแล้ว ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะต้องนำเสนอ พล.ร.อ.ณรงค์เพื่อขอนโยบาย จากนั้นจะต้องลงรายละเอียดเพื่อเตรียมจัดทำกฎหมายต่อไป" นายชัยพฤกษ์กล่าว
        นายชัยพฤกษ์กล่าวอีกว่า ได้แจ้งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไปแล้วว่า สอศ.ไม่ได้ทำเฉพาะปรับโครงสร้างเท่านั้น แต่จะทำเรื่องการปฏิรูปอาชีวศึกษาไปพร้อมกันด้วย ซึ่ง พล.ร.อ.ณรงค์ย้ำว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ขอให้ไปวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สอศ.ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเสนอโครงสร้างแบบใด แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะเสนอออกมาเป็นทบวงอาชีวศึกษา โดยอาจจะต้องรวมอาชีวศึกษาเอกชนเข้าไปด้วย แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงแนวคิด ต้องรอการวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ สำหรับข้อคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ นั้น สอศ.รับฟัง และจะนำมารวบรวมเพื่อใช้ในการพิจารณาด้วย โดยในวันที่ 14 ตุลาคม จะประชุมคณะทำงานทั้ง 7 ชุด ที่ สอศ.ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก
        นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า แนวคิดที่จะให้ศึกษาปรับโครงสร้าง ศธ.ถือเป็นความหวังดีของ พล.ร.อ.ณรงค์ ที่เล็งเห็นถึงปัญหา และที่ผ่านมาก็มีข้อเรียกร้องถึงความไม่เหมาะสมของโครงสร้าง ศธ.เข้ามาจำนวนมาก ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการ ศธ.จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาข้อดี ข้อเสีย และความเป็นไปได้อย่างจริงจัง ถือเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นด้วยที่ขณะนี้ควรเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพมากกว่าโครงสร้าง แต่เชื่อว่าหากสามารถดำเนินการพัฒนาควบคู่กันได้ก็จะเป็นเรื่องดี ถือเป็นความหวังดีของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.
      นายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อนุกรรมาธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า จากการพูดคุยในคณะอนุกรรมาธิการพบจุดอ่อนของการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่สามารถแข่งขันกับบางประเทศในอาเซียน มาจากหลายปัจจัยขาดอัตรากำลังครู ครูสอนไม่ตรงกับสาขาวิชาและวิธีสอนแบบเดิมคือบรรยายมากกว่าสอนแบบนักเรียนมีส่วนร่วม จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาคนมุ่งหวังสู่การพัฒนาประเทศ สถาบันต้องผลิตครูเฉพาะทางเพิ่ม และครูปรับเปลี่ยนวิธีสอน ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาสายอาชีวะ
       "จำเป็นต้องปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ ปรับโครงสร้างการบริหารภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เกิดการคล่องตัวในการบริหารจัดการ ส่วนการศึกษาอุดมศึกษาควรแยกมาสังกัดกระทรวงหรือทบวงใหม่ ผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ประกอบการของตนเอง หลีกเลี่ยงการเป็นลูกจ้างภาคเอกชน" นายชูศักดิ์กล่าว
        นายจอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เห็นด้วยและสนับสนุนที่จะให้อาชีวะเอกชนอยู่ร่วมกับอาชีวะรัฐภายใต้ทบวงอาชีวศึกษา ซึ่งอาชีวะรัฐมี 400 แห่ง และอาชีวะเอกชนมี 400 แห่งทั่วประเทศ จะเกิดความเป็นเอกภาพและการขับเคลื่อนนโยบายอาชีวะในภาพรวมของประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาชีวะเอกชนพร้อมสนับสนุน อีกทั้งการมีรัฐมนตรีของอาชีวะเองเจรจาระดับกระทรวง จะช่วยให้การขับเคลื่อนงานอาชีวะดีขึ้น ที่ผ่านมาแยกสังกัด โดยอาชีวะเอกชนอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขณะที่อาชีวะรัฐเป็นอีกองค์กรหนึ่ง ส่งผลต่อการประสานที่ไม่ดีนัก ทั้งนี้เมื่ออยู่ภายใต้ทบวงเดียวกัน เชื่อว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมที่จะมั่นใจในการลงทุนมากขึ้นเพราะมีแรงงานที่มีฝีมือมากขึ้นและผู้เรียนก็จะได้ประโยชน์ด้วย
        นายจอมพงศ์กล่าวต่อว่า หากมีการแยกจัดตั้งเป็นทบวงอาชีวศึกษาจริง ขอให้มีโครงสร้างภายในที่มีหน่วยงานมากำกับดูแลอาชีวศึกษาเอกชนด้วย และฝากว่าหากมีการแยกจริง อยากให้มีการทำงานที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานเดิมไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดิม คงต้องมีการคิดโครงสร้างกันต่อไปว่าจะให้มีการทำงานที่เชื่อมโยงและประสานกันอย่างไร
--จบ--

--มติชน ฉบับวันที่ 15 ต.ค. 2557 (กรอบบ่าย)--