ศธ.ตั้งอนุฯ 7 ชุดขับเคลื่อนปฏิรูป

     ศธ.ตั้งอนุกรรมการ 7 ชุดช่วยขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา เน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพทุกด้านมากกว่าการปรับโครงสร้าง

 

      พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา ศธ. ครั้งที่ 1/2557 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบตั้งคณะ อนุกรรมการ 7 ชุดเพื่อดูแลการปฏิรูปแต่ละด้าน ประกอบด้วย
       1.คณะอนุกรรมการดูแลการปรับแก้ไขกฎหมายในภาพรวมของศธ. เสนอให้ ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธาน
       2.คณะอนุกรรมการปฏิรูประบบงบประมาณ มี ศ.(พิเศษ) ดร.สมชัย ฤชุพันธ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพัฒนาสยาม เป็นประธาน
       3.คณะอนุกรรมการปฏิรูประบบสารสนเทศและจัดฐานข้อมูลการศึกษา มี รศ.ดร.จีระเดช อู่สวัสดิ์ อดีตอธิการมหาวิทยาลัยหอการค้า เป็นประธาน
       4.คณะอนุกรรมการดูแลการกระจายอำนาจ มี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
       5.คณะอนุกรรมการปฏิรูปหลักสูตร มี ดร.สิริกร มณีรินทร์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
        คณะที่ 6 และ 7 เป็นคณะอนุกรรมการดูแลเกี่ยวกับการปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครู ที่ประชุมมอบให้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ตั้งประธาน เพราะได้มอบหมายให้ดูแลเรื่องครูทั้งระบบ
       พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการอำนวยการฯ ที่ประชุมจึงหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการวางกรอบปฏิรูปการศึกษา และเห็นชอบกับการตั้งคณะอนุฯ ทั้ง 7 ชุด ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างของกระทรวงนั้นยังไม่ได้หารือลงลึก แค่ให้ 3 องค์กรหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นำเสนอผลการศึกษาของตนเองต่อที่ประชุม ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็น แต่ยังไม่ยุติว่าจะปรับโครงสร้างอย่างไร
       กระนั้นก็ตาม มั่นใจว่าการปฏิรูปการศึกษา ครั้งนี้จะมีความแตกต่างจากที่ผ่านๆ มา เนื่องจากเป็นการปฏิรูปจากภาคปฏิบัติ ซึ่งก็คือ เด็ก ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งการปฏิรูปจากภาคปฏิบัตินี้มีความสำคัญยิ่งกว่าการปรับโครงสร้าง ตัวอย่างเช่น โครงการนำร่องกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษา 20 เขต และแต่ละเขตพื้นที่จะคัดเลือกโรงเรียน 15 แห่งที่จะเริ่มนำร่องในเดือน ม.ค.2558 จะช่วยให้โรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ มีอำนาจบริหารตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน หากพบว่าโครงการนำร่องกระจายอำนาจได้ในทางบวก ก็จะขยายโครงการเพิ่มต่อไป
       พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้พูดคุย ในประเด็นที่มีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ หรือ ซูเปอร์บอร์ด เพื่อดูแลการศึกษา ในภาพรวม เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีหน่วยงานระดับชาติที่มาทำหน้าที่กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ในการทำงานด้านการศึกษา ในอดีตช่วงที่งานด้านการศึกษาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เคยทำหน้าที่วางนโยบายการศึกษาในภาพรวม แต่หลังจากที่ปรับโครงสร้างให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มาสังกัด ศธ.แล้ว สกศ.ก็เปลี่ยนมาดูแลแค่นโยบายของ ศธ. ขาดหน่วยงานที่ดูแลในภาพรวม จึงมีความจำเป็นที่ต้องตั้งหน่วยงานระดับชาติมาดูแลการศึกษาภาพรวม
         ด้านรศ.ดร.พินิติ รตะนุกูล เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า ได้กำหนดกรอบเวลาในการปฏิรูปการศึกษาไว้ 1 ปี แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย เพราะศธ.ต้องรับเอาแนวคิดของสปช. และ สนช.มากำหนดร่วมในแผนการปฏิรูปการศึกษา ขณะเดียวกันการปฏิรูปการศึกษาในบางประเด็นจะถูกบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับการทำงานของคณะอนุกรรมการทั้ง 7 ชุดจะต้องรายงานความก้าวหน้าในการประชุมทุกครั้ง คาดว่า บางเรื่อง เช่น ระบบการผลิตและพัฒนาครู จะเห็นผลชัดเจนใน 3 เดือน--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ